ทั่วไปเราเรียนรู้

Autistic Savant: ความเชื่อมโยงระหว่าง อัจฉริยะกับปัญญาอ่อน

Posted

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดในร่างกายของมนุษย์คือ ความซับซ้อนของสมอง หากทว่าศักยภาพของมันที่มีในแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เราอาจได้ยินถึงคำว่า ความโง่เขลา ( stupidity ) ความฉลาด ( intelligence ) ความอัจฉริยะ ( genius ) และปัญญาอ่อน ( idiotic ) ส่วน นักปราชญ์ ( savant ) และออทิสติก ( autism ) เป็นคำที่คุ้นเคยแต่ก็ไม่เข้าใจมากนัก คำเหล่านี้บ่งบอกถึงพัฒนาการด้านสมอง จนเป็นการแบ่งแยกประเภทอย่างคร่าว ๆ

ความไม่เท่าเทียมกันอย่างหนึ่งที่ชวนให้สังเวชใจที่เกิดขึ้นในโลกก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันทางด้านสติปัญญา เราจะพบเห็นโดยทั่วไปถึงความเป็นปกติคือ ความฉลาด และความโง่เขลา สิ่งที่ผิดปกติคือ ความอัจฉริยะ และปัญญาอ่อน แน่นอนว่าผมไม่ได้วัดความปกติ และความผิดปกติในเชิงวิชาการ อีกทั้งไม่ได้กล่าวหาเกินเลยไปว่า ความผิดปกติ เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย หรือน่ารังเกียจแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าผมให้ความเห็นในเชิงความถี่อย่างนี้ว่า ความปกติคือ สิ่งที่เราพบเห็นได้โดยทั่วไป และเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ ในขณะที่ความผิดปกติคือ สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เป็นคนกลุ่มน้อยที่เราพบเห็นได้ยากมากขึ้นเท่านั้น

ในบทความนี้จะเขียนถึงคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า autism savant ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติที่ว่า ความเป็น autism และ ความเป็น savant มาปรากฏอยู่ในบุคคลคนเดียวกันได้อย่างไร autism savant เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่มีระดับการพัฒนาทางสมองต่ำกว่าคนทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง จนทำให้ผู้คนทั่วไปถึงกับอึ้ง แน่นอนทีเดียวว่า autism ทุกคนไม่ได้เป็น savant และขณะเดียวกันก็พบว่า savant ทุกคนไม่ได้เป็น autism แต่ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ พบว่ามี 10% ของคนที่เป็น autism ที่มีความเป็นอัจฉริยะ ( savant ) ด้านใดด้านหนึ่ง และที่ยิ่งไปกว่านั้นพบว่ามีถึง 50-75% ของเหล่าอัจฉริยะ ( savant ) เหล่านั้น ล้วนมีอาการของ autism ปรากฏอยู่ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองทำการวิจัยออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อหาความเชื่อมโยงระว่างความเป็นอัจฉริยะ และปัญญาอ่อนในบุคคลกลุ่มนี้

งานวิจัยเกี่ยวกับ การเชื่อมโยงความเป็นอัจฉริยะ และปัญญาอ่อน ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเชื่อกันว่าผู้เชี่ยวชาญ ใน silicon valley ที่มีความเป็นอัจฉริยะ ล้วนมีอาการ autism อยู่ด้วย จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาการของ autism นั้นมีความสำคัญต่อความสามารถบางอย่างหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง ได้เขียนบทความที่แสดงความคิดเห็นในเชิงว่า บุคคลที่เป็น autism สามารถที่จะก้าวสู่สถานะที่มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จได้ ที่สำคัญคืองานบางอย่าง ต้องใช้ทักษะพิเศษที่มีอยู่ในกลุ่มคนดังกล่าว ( autism) เท่านั้น จึงจะทำให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดี  มีหลักฐานใหม่ ๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลอัจฉริยะ หลาย ๆท่านที่ได้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ ในอาการ autism และมีการเปิดเผยมากยิ่งขึ้นที่ว่า ในบรรดาบุคคลอัจฉริยะทั้งหลายนั้น บุคคลอัจฉริยะกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงกับอาการ autism จะมีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดในงานด้านที่พวกเขาหลงใหล และเชี่ยวชาญ

สัญลักษณ์ของ คนที่มีอาการ autism คือเขามักจะหลงใหล และรักในสิ่งที่พวกเขาสนใจ บางคนชอบการคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน บางคนทุ่มเทเงินทองไปเพื่อใช้ในการทดลองทางเคมี บางคนสนใจหมกมุ่นอยู่กับเครื่องจักรกล จนทุกวันนี้ทำให้เชื่อกันว่า ความสนใจ และความรักหลงใหลในเรื่องเฉพาะเจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น นี้เป็นลักษณะสำคัญของคนที่มีอาการ autism มีหลายงานวิจัยที่ระบุว่า autism มักสามารถจดจำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาหลงใหลได้อย่างแม่นยำ เหนือกว่าบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปเช่น บทกวี ตารางการเดินรถไฟ ภาพยนตร์ หมากรุก หรือแม้แต่เรื่องสัมผัสที่ 6

มีงานวิจัยเล็ก ๆฉบับหนึ่งกล่าวถึงเรื่องความเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ระหว่าง ความเป็นอัจฉริยะ และความปัญญาอ่อนว่าอาจเกิดมาจากการกลายพันธ์บนพื้นผิวโครโมโซม แต่ก็คาดกันว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก มีความพยายามศึกษาถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ยาบางตัวว่ามีผลต่อความเชื่อมโยงดังกล่าวหรือไม่ การทับซ้อนกันระหว่างความเป็นอัจฉริยะ และความปัญญาอ่อนยังคงเป็นปริศนาต่อไป

แม้ว่าในงานวิจัยต่าง ๆไม่อาจยืนยันถึงความเชื่อมโยงของความเป็นอัจฉริยะ และอาการ autism ได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คือ การพบเห็นคนอัจฉริยะที่มีอาการ autism ทีมีชื่อเสียงอยู่อย่างมากมาย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในสายงานที่เขาทำ และสนใจอยู่ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพ,  อมาเดียส โมสาร์ท นักแต่งเพลงคลาสสิกชื่อก้องโลก,  เซอร์ไอแซ็คนิวตัน, ชาร์ล ดาร์วิน, โทมัส เจฟเฟอร์สัน, ไมเคิล แองเจลโล ซึ่งบุคคลเหล่านี้ค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ถึงผลงานที่ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์

ในปัจจุบันนี้ยังคงมี autism savant ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างบุคคลอัจฉริยะที่มีอาการ autism ที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน

Kim Peek

เป็นชายอ้วน วัยกลางคน ที่มักมีปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก กิจกรรมที่ผู้คนโดยทั่วไปสามารถทำได้อย่างง่ายดาย แต่ Kim Peek เองไม่สามารถทำได้ หรือต้องทำมันได้ด้วยความยากลำบาก ซึ่งเขาต้องมีคนช่วยดูแลในเรื่องเหล่านี้ Kim Peek จะมีปัญหาเรื่องการทรงตัว การเดิน และการพูด เขาเป็นคนพูดช้า พูดไม่ชัดเจน และติดอ่าง นอกจากนี้ยังพบว่าการพัฒนาด้านสติปัญญาของเขามีความผิดปกติในหลาย ๆด้าน สิ่งเหล่านี้เป็นอาการทาง autism อย่างชัดเจน

Kim Peek ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คน ในอัจฉริยะภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา ในวัยเด็กอายุประมาณขวบกว่า ๆ Kim Peek สามารถจดจำข้อความทุกบรรทัด ทุกหน้า จากหนังสือที่มีคนอ่านให้เขาฟังเพียงครั้งเดียว และเมื่อเขาสามารถอ่านหนังสือได้ด้วยตัวเอง Kim Peek สามารถบันทึกข้อมูลในหนังสือทั้งหมดไว้ในสมองของเขา ซึ่งเมื่อนับแล้ว ได้มากกว่า 12000 เล่ม ซึ่งข้อความเหล่านั้น เขาสามารถจำได้ทุกตัวอักษร ทุกหน้า Kim Peek สามารถอ่านหนังสือได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการจับเวลาพบว่า เขาใช้เวลาเพียง 8 วินาที ในการอ่านหนังสือหนึ่งหน้ากระดาษ นอกจากนี้ยังพบว่าเขาสามารถอ่านหนังสือสองหน้ากระดาษได้พร้อม ๆกัน โดยเขาแยกตาข้างซ้ายไปอ่านหนังสือหน้าหนึ่ง และแยกตาขวาไปอ่านหนังสืออีกหน้าหนึ่ง อันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก นอกจากนี้เขายังสามารถคำนวณปฏิทินในใจได้อีกด้วย ความสามารถในการบันทึกข้อมูลจำนวนมากไว้ในสมอง ราวกับเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่มีชีวิต ทำให้ผู้คนที่พบเห็นให้ฉายานามเขาว่า Kimputer ในเวลาต่อมา

Flo และ Kay ฝาแฝดมหัศจรรย์

พี่น้องฝาแฝดคู่นี้มีอาการทาง autism ทุกวันหมกมุ่นอยู่กับการดูทีวีที่เป็นรายการเกมส์โชว์ที่เกี่ยวกับการถาม/ตอบความรู้ทั่วไป ทั้งคู่สามารถจดจำทุกคำถาม และทุกคำตอบ ในทุก ๆตอนของรายการที่ออกอากาศได้อย่างแม่นยำ ซึ่งพบว่าความจำของ Flo และ Kay นั้นราวกับเป็นสารานุกรม ( encyclopedia ) เคลื่อนที่

Daniel Tammet

มีอาการ autism แบบอ่อน ๆ แต่เป็นอัจฉริยะด้านความจำ ภาษา และสามารถคำนวณเลขได้อย่างรวดเร็ว Daniel Tammet ได้ทำลายสถิติยุโรปในด้านการท่องจำในปี 2004 เขาสามารถท่องจำตัวเลขที่มีทศนิยมได้มากถึง 22514 ตำแหน่ง ที่เขาต้องใช้เวลาถึงห้าชั่วโมงกว่า ๆเพื่อตอบคำตอบได้อย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ นอกจากนี้เขายังสามารถคิดเลขได้อย่างรวดเร็ว

เขาอธิบายว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ได้เป็นการคิดเลขแบบปกติ แต่เป็นกระบวนการในสมองที่ทำให้เขาสามารถมองเห็นตัวเลขเป็นสี และรูปร่างต่าง ๆ จากนั้นจึงนำมันมาผสมกันในรูปแบบที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง แล้วจึงได้คำตอบออกมา ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร นอกจากนี้เขายังมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคำศัพท์ โดยเขาสามารถเอาคำศัพท์ไปเชื่อมโยงกับแสง และสี ทำให้เขามองเห็นคำศัพท์เกิดเป็นภาพขึ้นมาได้อย่างอัตโนมัติ

Alonzo Clemons

เขามีอาการ autism ค่อนข้างรุนแรงในระดับปัญญาอ่อน มีปัญหาด้านการสื่อสาร เขาเป็นคนที่พูดไม่ค่อยได้ และไม่ชอบที่จะพูด แต่มีความเชี่ยวชาญระดับอัจฉริยะในด้านการปั้น Alonzo Clemons ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการเหลือบมองอะไรก็ได้ที่เขาสนใจ จากนั้นเขาก็สามารถนำมันมาปั้นเป็นรูปร่างสามมิติได้อย่างสวยงามหาที่ติไม่ได้ ซึ่งเขาสามารถทำมันได้อย่างง่ายดาย สิ่งที่เขาปั้นนั้นจะได้รูปร่าง สัดส่วน รายละเอียดที่ถูกต้อง และสวยงาม

Stephen Wiltshire

Stephen Wiltshire เป็นคนที่มีอาการ autism ก่อนที่เขาจะเป็นที่รู้จัก เขาเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว และจะหมกมุ่นอยู่กับการวาดภาพที่ได้มาจากความทรงจำของเขา ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจเลย ต่อมามีคนค้นพบ และรู้จักเขาในฐานะนักวาดภาพจากความทรงจำ ที่ภาพของเขาเก็บรายละเอียด ทั้งรูปร่าง สัดส่วน ในรูปแบบที่ชวนให้พิศวงเป็นอย่างมาก เขาถูกทดสอบโดยนำเขาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อบินไปรอบ ๆกรุงโรม เป็นเวลา 45 นาที เพื่อให้เขาจดจำภาพผังเมืองทั้งหมดของกรุงโรม จากนั้นก็ให้เขาเขียนภาพจากความทรงจำบนผืนผ้าใบขนาด 5.5 หลา ซึ่งเขาทำได้ดี มีรายละเอียดทั้งรูปร่าง และสัดส่วนสวยงาม สร้างความตกตลึงให้กับผู้ที่ได้พบเห็น ทั้ง ๆที่เขาได้พบเห็นมันเป็นครั้งแรก ด้วยเวลาที่ไม่นานนัก Stephen Wiltshire เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมันด้วยความหลงใหลนี้ได้สร้างความสุขให้กับคนทั่วไปได้ ศิลปะมีความหมายกับผู้อื่นมากมายขนาดนี้ และศิลปะนี้นี่เองที่เป็นตัวเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างเขากับโลกภายนอก

Tony De Bois

แม่ของ Tony De Bois ได้ตั้งครรภ์ถึง 9 ครั้งก่อนหน้านี้ และพี่ ๆของเขาล้วนมีพัฒนาการที่ผิดปกติ และเมื่อคราวที่แม่ของเขาตั้งครรภ์ Tony De Bois นั้น ได้สร้างความกังวลให้กับทีมแพทย์เป็นอย่างมาก และได้ให้ความเห็นว่า Tony De Bois จะต้องพิการ และเป็นปัญญาอ่อน ซึ่งจะสร้างภาระให้กับตัว Tony และครอบครัวเป็นอย่างมาก แม่ของเขาตัดสินใจที่จะให้กำเนิด Tony De Bois เกิดก่อนกำหนด 4 เดือน และเขาตาบอด และพบว่ามีอาการ autism ในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดมาจากการที่แม่ของเขาได้ซื้อเปียโนมาให้เขาเล่น และพบว่าเขามีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีเป็นอย่างมาก เขาสามารถเข้าใจทฤษฏีดนตรี การสร้างคอร์ด ฮาร์โมนี เรื่องของคีย์ และสเกลต่าง ๆได้โดยสัญชาติญาณ โดยไม่เคยได้ร่ำเรียนจากที่ไหนมาก่อน เขาสามารถฟังเพลงจากวิทยุเพียงครั้งเดียว แล้วเขาก็นำบทเพลงนั้นมาเล่นได้อย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน แม้ว่าบทเพลงนั้นจะมีความยาก ความยาว และซับซ้อนเพียงใดก็ตาม นอกจากนี้เขายังสามารถจดจำบทเพลงได้นับหมื่นเพลง และยังสามารถแต่งเพลงได้อย่างไพเราะอีกด้วย

บทสรุป

ความเชื่อมโยงของอาการ autism กับความเป็นอัจฉริยะ ของกลุ่มคนที่เรียกว่า autism savant นั้น แม้ว่าจะหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้แน่ชัดนัก แต่ต้องยอมรับความจริงที่ว่า มีบุคคลอัจฉริยะมากกว่าครึ่ง หรืออาจถึง 75% ที่มีอาการ autism อยู่ จะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม นั่นแสดงให้เห็นว่ามันน่าจะมีความเชื่อมโยงนี้เกิดขึ้นจริง ราวกับพระเจ้าได้ทดแทนความปัญญาอ่อน ด้วยความเป็นอัจฉริยะที่ถูกซ่อนอยู่ให้กับพวกเขาแล้ว เพียงแต่ว่ามันต้องเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ใกล้ชิด และสังคมจะต้องช่วยกันเปิดเผยอัจฉริยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวพวกเขาให้ปรากฏออกมา เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากหากสังคมได้พยายามที่จะผลักไสบุคคลเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบส่วนกลางโดยไม่ค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขาออกมาเสียก่อน แน่นอนว่าการส่งเสริม และพัฒนาบุคคลกลุ่มนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไร้ทิศทาง ไปกำหนดให้พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไร้ความสามารถ และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเป็นภาระของสังคม เป็นการตัดโอกาสในการที่จะสร้างคุณค่าของตัวพวกเขาให้กับสังคม สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่า ก็คือการทำให้คนเหล่านี้ขาดความเป็นตัวของตัวเอง

สำหรับวันนี้ฝันดี ราตรีสวัสดิ์เช่นเคยครับ

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น