คุณภาพของหนังสัตว์ (Quality of Leather): เกรดของเครื่องหนัง

คุณภาพของหนังสัตว์ เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้ในการเลือกซื้อเครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์หนังเป็นของใช้ที่ทำมาจากหนังสัตว์ การซื้อสินค้าหนังแท้ ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และระมัดระวัง ผู้ซื้อทั่วไปคิดแต่เพียงว่ามันทำมาจากหนัง ซึ่งส่วนใหญ่ขาดความรู้ที่ครอบคลุมสำหรับการตัดสินใจว่า จะซื้อเครื่องหนังที่ดีที่สุดได้อย่างไร

ในบทความนี้ มีสิ่งที่อยากจะกล่าวถึงโลกที่กว้างใหญ่ของหนังสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ คุณภาพของหนังสัตว์ ซึ่งจะมีคนทั่วไปสักกี่คนที่จะรู้

4 ประเภทของหนังแบ่งตาม คุณภาพของหนังสัตว์ (Leather Quality)

เนื่องจากสัตว์ทั้งตัวมีชั้นหนังที่หนามาก จึงมักถูกแยกออกเป็นชั้นย่อย ๆ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน สองชั้นหลักคือ ชั้นเกรน (Grain) ที่อยู่ด้านบน กับชั้นผิวหนัง (Corium) ที่อยู่ด้านล่าง ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสองชั้นนี้คือ ตำแหน่งของเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งในส่วนที่เป็นชั้นเกรน จะมีเส้นใยที่หนาแน่นกว่ามาก และเรียงตัวอยู่ในแนวตั้งเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ส่วนของคอเรียม จะเรียงตัวอยู่ในแนวนอน จึงกล่าวได้ตามหลักทางกายภาพว่า ยิ่งเส้นใยเรียงตัวอยู่ในแนวตั้งมากเท่าใด หนังก็ยิ่งมีความทนทานเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

การแยกชิ้นส่วนของหนังด้วยเครื่องช่วยแบ่ง คุณภาพของหนังสัตว์

รูปภาพ: แสดงการแยกชิ้นส่วนของหนังสัตว์ด้วย Leather Splitting Machine

ความจริงก็คือ หนังดิบทั้งผืนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองชั้นตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ชั้นด้านบนที่มีเกรน (Grain) กระจายตัวอยู่ จะถูกแยกออกจากชั้นด้านล่าง (Corium) ที่อยู่ลึกลงไป ชั้นเกรนที่มีความแข็งแรงกว่า จะถูกนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ฟูลเกรน (Full Grain) หรือ ท็อปเกรน (Top Grain) ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิต ในขณะที่ชั้นคอเรียม ซึ่งหนากว่าจะถูกแบ่งออกเป็นชั้นย่อย ๆ อีก จะมีความทนทานน้อยกว่า จะถูกนำไปทำผลิตภัณฑ์ทึ่มีคุณภาพต่ำกว่า

ก่อนหน้านี้กระบวนการแยกหนังจะถูกทำด้วยมือ โดยการแล่ชิ้นหนังออกจากส่วนที่เป็นเนื้อ (Fresh) ด้วยใบมีดที่คมมาก ผู้แล่ต้องมีทักษะ และความพยายามสูง นั่นเป็นวิธีการที่ช้า และขาดประสิทธิภาพในแง่ของความคุ้มค่าของวัตถุดิบ (หนังดิบ) เพราะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหนังสัตว์จะมุ่งเน้นเอาเฉพาะหนังส่วนบนที่เป็นชั้นเกรน

การปฏิวติอุตสาหกรรมเครื่องหนังในเวลาต่อมา ได้มีการค้นคิดเครื่องแยกหนัง (Leather Splitting Machine) ซึ่งทำให้เกิดวิธีใหม่ในการใช้ประโยชน์จากหนังส่วนล่างที่เป็นชั้นคอเรียม สร้างความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้เป็นอย่างมาก

หากสำรวจลึกลงไปบนผืนหนัง พบว่าความจริงแล้วสามารถแยกแยะ คุณภาพของหนังสัตว์ ออกได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่โดยทั่วไปจะมีการแบ่งเกรดที่แตกต่างกันอยู่ 4 ระดับ ดังนี้

ส่วนต่าง ๆของหนังสัตว์ และการแบ่ง คุณภาพของหนังสัตว์รูปภาพ: ภาคตัดขวางของหนังสัตว์แสดงชั้นต่าง ๆ และการแบ่งเกรด

1 หนังฟูลเกรน (Full Grain Leather)

หนังฟูลเกรนมาจากชั้นบนสุดของหนังส่วนสะโพก ที่ไม่มีการผ่านกรรมวิธีใด ๆ เลยหลังผ่านการฟอกแล้ว ทั้งการขัด การรมควัน การย้อม การอัดลาย ซึ่งกระบวนการผลิตเหล่านั้นจะทำให้เม็ดเกรนบุบสลาย เนื่องมากจากแรง ความร้อน หรือสารเคมี ดังนั้นหนังฟูลเกรน จึงมีความแข็งแรง และสามารถระบายอากาศได้ในระดับสูงสุด

ส่วนที่เป็นฟูลเกรนจะมีการจัดเรียงเส้นใยเป็นรูปกากบาท และมีความหนาแน่นของเส้นใยสูง เป็นการเพิ่มความแข็งแรง และความทนทานโดยธรรมชาติ เพื่อต่อสู้กับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้

หนังฟูลเกรนจงคงสภาพตามธรรมชาติไว้ ทั้งรอยยับย่น รูขุมขน รอยแมลงกัดต่อย หรือรอยแผล หากใช้ไปนาน ๆ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิว ที่ถูกพัฒนาเป็นคราบที่สวยงามเมื่อเวลาผ่านไป เช่นลวดลาย ความมันเงา ทำให้หนังมีบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหนังคุณภาพสูง

เครื่องหมายที่เหมือนเป็นตำหนิบนพื้นหนังฟูลเกรน เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมว่าคือเสน่ห์ของหนังสำหรับคนบางกลุ่ม แต่ก็มีคนบางกลุ่มมองว่าเป็นหนังคุณภาพต่ำ เป็นเหตุให้ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังระดับพรีเมียม จะเลือกเฉพาะส่วนดีที่สุดของหนังฟูลเกรนมาใช้ทำผลิตภัณฑ์

2 หนังท็อปเกรน (Top Grain Leather or Corrected Leather)

หนังท็อปเกรนเป็นโครงสร้างชั้นถัดลงมาจากหนังฟูลเกรน มีคุณภาพสูงรองจากหนังฟูลเกรน มักนำไปใช้ทำเป็นผลิตภัณฑ์หนังระดับไฮเอนด์

หนังท็อปเกรนจะผ่านกรรมวิธีการขัดพื้นผิว และเคลือบผิว เพื่อกำจัดรอยตำหนิ หรือส่วนที่บกพร่องออกไป เป็นเหตุให้แผ่นหนังบางลง ซึ่งความทนทานก็ลดลงตามไปด้วย แต่ยังคงให้ความรู้สึกเรียบลื่น จากความประณีตของหนังที่ถูกทำให้มีพื้นผิวที่ละเอียดอ่อน สม่ำเสมอ และป้องกันคราบสกปรกได้ดี ในขณะเดียวกันก็ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติน้อยลงไป และการระบายอากาศก็ทำได้ไม่ดีเท่าหนังฟูลเกรน

หนังนูบัค (Nubuck)

มีชื่อเรียกแผ่นหนังมากมายหลายประเภทที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของหนังท็อปเกรน หนึ่งในหนังท็อปเกรนที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ หนังนูบัค (Nubuck) ที่ได้ผ่านกระบวนการขัดเกลา เพื่อสร้างพื้นผิวด้านนอกให้ดูนุ่มนวล และหรูหราเป็นพิเศษ เป็นการผสานความทนทาน และความนุ่มนวลได้อย่างลงตัว

3 หนังสปริท (Split Leather)

หนังสปริท เป็นหนังที่ผ่านกรรมวิธีแก้ไข ที่มักถูกเรียกว่าหนังแท้ ผลิตขึ้นโดยใช้ชั้นผิวหนังที่ยังคงอยู่ หลังจากส่วนบนถูกแยกออก นั่นหมายถึงเป็นหนังส่วนที่อยู่ถัดลึกลงไปจากหนังท็อปเกรน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากชั้นคอเรียม (Corium) ที่เป็นส่วนที่จะให้เนื้อสัมผัสที่แข็งกว่า เพราะอยู่ติดกับชั้นเกรน ในขณะเดียวกันหนังสปริทให้ความยืดหยุ่นที่ดีกว่าหนังในชั้นเกรน จึงสามารถนำมาเคลือบผิวด้วยโพลียูรีเทน (Polyurethane: PU) แล้วนำไปอัดลาย เคลือบผิว และย้อมสี เพื่อสร้างพื้นผิวในรูปลักษณ์ต่าง ๆ นำไปใช้งานกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการให้หนังนิ่มเช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าแมสเซนเจอร์ รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ เข็มขัด

หนังสปริทจะถูกขัดเพื่อกำจัดความไม่สมบูรณ์ตามธรรมชาติ ลักษณะของหนังจะฟูให้ผิวสัมผัสที่ดี แต่เนื่องจากถูกตัดส่วนที่เป็นผิวหน้าออกไป จึงทำให้มีความทนทานน้อยกว่า และดูแลรักษายากกว่า อย่างไรก็ดี หนังสปริทยังได้รับความนิยม และมีราคาสูงพอควร

หนังกลับ (Suede Leather)

หนังสปริท (Split Leather) มีการเรียกที่แตกต่างกันออกไป หนังกลับ (Suede Leather) คือสปริทประเภทหนึ่งที่มีความโดดเด่น ด้วยการนำชั้นที่แยกจากส่วนคอเรียมมาขูด และขัดจนถึงจุดที่ทำให้มันนุ่มมาก โครงสร้างหลวม ๆของเส้นใยคอลลาเจนที่อยู่ด้านล่าง ทำให้มันมีสภาพคล้ายกับกำมะหยี่ หนังกลับมีความอ่อนนุ่ม และใช้งานได้ดีกว่าหนังนูบัค แต่ก็อ่อนไหวต่อสิ่งสกปรก ดังนั้นจึงควรรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้หนังกลับคงสภาพความเรียบลื่น และอ่อนนุ่มอยู่เสมอ

4 หนังบอนด์ เลเธอร์ (Bonded Leather) และ/หรือ หนังแท้ (Genuine Leather)

Bonded Leather

เป็นวัสดุที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยนำเอาเศษหนัง และเส้นใยหนังที่เหลืออยู่มาเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยโพลีเมอร์ (Polymer) และสารเติมแต่ง (Additive) ต่าง ๆ เพื่อทำให้ดูเหมือนหนัง เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมีในระดับตั้งแต่ 10-90เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันได้ แต่สามารถนำมาเคลือบสี และอัดลายได้ง่าย และดูสวยงาม หากเมื่อเทียบกับหนังอื่น ๆ เช่นหนังฟูลเกรน หรือท็อปเกรนในแง่ของคุณภาพ และความทนทานแล้ว Bonded Leatherมีคุณภาพต่ำมาก และไม่ทนทานเลย ส่วนใหญ่จะใช้กับพวกเฟอร์นิเจอร์ราคาถูก

Genuine Leather

คำว่า ‘หนังแท้ (Genuine Leather)’ เป็นคำที่นักการตลาดของอุตสาหกรรมเครื่องหนังชอบใช้ เพราะสินค้าที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘ของแท้’ จะถูกมองว่ามีคุณภาพสูง แต่ในวงการผลิตภัณฑ์เครื่องหนังรู้กันว่า เป็นคำศัพท์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงคนทั่วไป เพราะแท้ที่จริงแล้ว มันทำมาจากส่วนชั้นล่างสุดของผืนหนัง ไม่มีเกรนหลงเหลืออยู่ และแน่นอนว่ามันถูกผ่านกระบวนการต่าง ๆ มาอย่างหนัก คุณภาพของหนังจึงต่ำ อายุการใช้งานสั้น ใช่ที่ว่ามันเป็น ‘หนังแท้’ จริง ๆ แต่มันอาจทำมาจากหนังในชั้นที่ลึกสุด ที่มีคุณภาพแย่สุด

บทสรุป สำหรับ คุณภาพของหนังสัตว์

โปรดทราบว่า หนังฟูลเกรน (Full Grain Leather) หนังท็อปเกรน (Top Grain Leather) และหนังสปลิท (Split Leather) ล้วนถูกเรียกขานรวม ๆกันว่าเป็น ‘หนังแท้ (Genuine Leather)’ ที่น่าจะสร้างความสับสนจนเกิดการหลอกลวงกันได้ เป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องจดจำว่า มันมีหนังที่แยกย่อยออกไปหลายประเภท ที่เกิดจากกระบวนการผลิตเช่น ลวดลาย สี ผิวสัมผัส ซึ่งแน่นอนว่า วิธีการตบแต่งแผ่นหนังบางอย่าง ก็ไม่อาจใช้กับแผ่นหนังบางคุณภาพได้

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากหนังสัตว์ ควรทำความเข้าใจกับวัสดุ และคำศัพท์บนป้ายสินค้าอย่างละเอียด คำว่า ‘หนังแท้’ หรือ ‘Genuine Leather’ ในอุตสาหกรรมหนัง มันหลอกลวงกันได้ง่ายจริง ๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น